มีโอกาสได้ไปดูงานหนังสือต่างประเทศ (อีกแล้ว) เมื่อวันที่ 30 มกราคม ถึง 4 กุมภาพันธ์ 2556
คราวนี้ไปใกล้ๆ แต่เขาว่ากันว่าใหญ่ที่สุดระดับเอเชียเลยนะเออ
ใช้เวลา  3 ชั่วโมงนิดๆ จากประเทศไทย เราก็ถึงสนามบินนานาชาติเถาหยวน 
กรุงไทเป ประเทศไต้หวัน 
 
จากสนามบินไม่ลำบากในการเดินทางเข้าเมือง เพราะระบบคมนาคมบ้านเขาเลิศ
สถานที่จัดงานตั้งอยู่สถานีรถไฟฟ้าสายสีฟ้า สถานี Taipei City Hall ออกประตู 3 
แล้วต่อรถชัตเติลบัสของตึกไทเป 101 ไปถึงงานเลย 
ตึกนี้ พอค่ำๆ จะเริ่มเปิดไฟ และในแต่ละวันก็จะเปิดไม่ซ้ำสีกันด้วย
 
 
 
สัญลักษณ์ของงานเป็นรูปลูกตา
 
อาคารจัดงานชื่อว่า ไทเปเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ เวลามีงานแสดงอะไรก็ตามเขาจะจัดที่นี่ล่ะนะ มีทั้งหมดสามอาคาร 
 
Hall 1 เป็นอาคารแสดงหนังสือทั่วไป รวมทั้งสำนักพิมพ์จากต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย :)
 
 
 
บูทประเทศไทย และบรรยากาศการสุมหัว เอ้ย! เจรจาธุรกิจกันจ้ะ
 
ไปเดินดูรอบๆ Hall 1 กันบ้าง
เวลาเข้ามาจากทางประตูหลักแล้ว เราจะเจอกับเวทีกลาง จากภาพเหตุการณ์ คือวันเปิดงานหนังสือวันแรก
 
 
สำนักพิมพ์จากไต้หวัน
 
ข้อสุงเกตอย่างหนึ่งของงานแฟร์ประเทศต่างๆ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการค้าขายลิขสิทธิ์มากกว่า
จะมีก็ที่นี่ที่แรกที่เราเจอ ว่าเป็นการขายทั้งลิขสิทธิ์ และขายแบบงานหนังสือบ้านเรา
 
 
 
แด่แฟนคลับจิมมี่ เลี่ยว
 
 
คนไม่ค่อยเยอะเท่าไรนัก สำหรับ Hall นี้ แม้จะเปิดเป็นวันพลับลิคแล้วก็ตาม
 
เดี๋ยวจะพาไปดูอีกสอง Hall ที่เหลือกันนะ แต่ก่อนอื่น...
 
แวะพักเบรกด้วยขนมซิกเนเจอร์ประจำงาน ที่พี่คนหนึ่งแนะนำว่าควรกิน
เราก็ไม่รู้ว่าชื่อมันคืออะไรนะ แต่รสชาติคล้ายๆ วาฟเฟิล แต่เนื้อมันไม่ใช่วาฟเฟิลอ่ะดิ
 
  
 
แล้วก็ข้ามไปกินมื้อเที่ยงกันที่ตึกไทเป 101 เพราะว่าละแวกนี้ร้านอาหารไม่ค่อยมี ใครที่มางานหนังสือนี้ส่วนมากก็จะลงไปกินกันที่ชั้นใต้ดินของตึก มีอาหารให้เลือกเยอะมาก ทั้งอาหารจีน อาหารไต้หวัน ญี่ปุ่น หรือใครไม่ถนัดก็มีแมคโดนัลด์กันตายนะเออ
 
เราลองร้านกระทะร้อน และเลือกเป็นปลาหมึกกับเนื้อ เพราะแอบชำเลืองมองคนที่สั่งมากิน มันน่ากินมากกก
ใช่มั้ยล่ะ? หุหุ
 
ทีนี้ไปดู Hall 3 ก่อน เพราะมันอยู่ใกล้ๆ กับตึกที่เรามากินข้าว
Hall นี้เป็นฮอลล์หนังสือเด็ก เพราะงั้นก็จะเต็มไปด้วยเอเลี่ยนน้อยมากมาย
มีของเล่นขาย รวมทั้งเครื่องเขียนน่ารักๆ ก็เยอะ
 
ยังคงมีการเจรจาธุรกิจประปราย ก็จะเงียบๆ ไป
 
 
พ่อแม่ลูกเด็กเล็กแดงจะเริ่มครึกครื้นตรงที่มีการขายปลีกเยอะๆ
 
 
ในฮอลล์นี้มีโซนนิทรรศการภาพวาดจากศิลปินผู้วาดการ์ตูนจากทุกมุมโลกที่โด่งดังมาแสดงไว้ด้วย
 
 
ร้านเครื่องเขียน และเทปน่ารักๆ ก็มีใน Hall 3 นี่ละ
 
ย้ายไป Hall 2 กันบ้างดีกว่า ว่ากันว่า ทุกๆ ปี ฮอลล์นี้วัยรุ่นจะล้นหลามต่อแถวเข้ากันจนปลิ้น
แต่พอเราเดินไปถึง กลับโหวงเหวง ร้างเชียว สืบไปสืบมาได้ความว่า เพราะอีกไม่กี่วัน ไต้หวันเขาก็จะจัดงานที่มันเกี่ยวกับพวกพรีเมียม นิยาย อะไรๆ ที่เกี่ยวกับวัยรุ่น ซึ่งมันก็เหมือนกับในงานที่ฮอลล์นี้แหละ
เด็กๆ วัยรุ่นทั้งหลายเลยหายหด เก็บเงินไว้ถล่มทีเดียวตอนงานนั้น น่าเศร้า...
 
 
พวกการ์ตูนติดเรต, วาย, นิยายฟุ้งฟิ้งงุ้งงิ้ง, นิยายรัก, การ์ตูน และของพรีเมียม หาได้ที่นี่
ใครที่ "บอร์นทูบีดิสเวย์" เหมาะมากคร่า~~~
 
 
 
เชิญเลยจ้า
 
มุมคอสเพลย์เล็กๆ
 ฮอลล์นี้เนี่ย ถ้าไม่อินจริงๆ แนะนำให้เดินผ่านๆ เพลินๆ ไปเลยจะดีกว่าฮ่าๆๆ
 
ปิดท้ายเที่ยวงานหนังสือไทเปด้วยการไปดูสถานีรถไฟใต้ดิน ที่มีภาพวาดของจิมมี่ เลี่ยว
เพราะหากเราพูดถึงวงการหนังสือของไต้หวันแล้ว ไม่มีใครไมารู้จักจิมมี่ เลี่ยว มั้ง
 
วิธีการเดินทางจากสถานีซิตี้ฮอลล์ ซึ่งเป็นสถานีที่เรามาดูงานหนังสือ นั่งสายสีน้ำเงิน (สายเดียวกันเนี่ยแหละ) ไปลงที่สถานีหนานกั่ง (Nangang) ก็จะแบบนี้
 
 
 
 
 
อย่างที่ใครสักคนบอกว่า ถ้าคิดจะดูงานของคนผู้นี้
กรุณาอย่ามาคนเดียว
เพราะมันเหงาจริงๆ ด้วย!
 
 
 
 
โบราณว่าไว้ เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายาก

และหายากมากที่เพื่อนจะพาเราไปกินข้าวที่ร้านไส้และหนังหมูย่างในกรุงโซล!

ทั้งที่มีอาหารขึ้นชื่อมากมายในไกด์บุ๊ค ทั้งเนื้อย่างเกาหลี, ซัมกยอบซัล (หมูสามชั้นย่าง), ข้าวยำเกาหลี ฯลฯ

 

หลังจากนัดแนะกันกับเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยซึ่งเธอมาเรียนปริญญาโทที่นี่เรียบร้อย

เราตกลงกันว่าจะเจอกันที่สถานีรถไฟใต้ดินซึ่งเป็นสถานีของมหาวิทยาลัย

ที่เพื่อนฉันเรียนอยู่ พร้อมกับถามฉันว่า ชอบกินไส้ย่างมั้ย

ฉันผู้ชื่นชอบเครื่องใน โดยเฉพาะไส้เป็นอย่างมาก ตอบตกลงไปทันที

ในหัวคิดเพียงว่าไส้ของสัตว์มันคงเหมือนกันทั่วโลกอยู่แล้วแหละ

 

ถึงเวลานัด เราทักทายและพูดคุยไปพร้อมกับเดินไปยังร้านไส้ย่างที่ว่า

ไม่ไกลนักจากมหาลัยของเธอ ก่อนจะได้ยินเสียงต้อนรับจากพนักงาน

ที่ร้านนี้เจ้าของบริการดี ชอบมีของแถมมาให้ประจำ

(วันนั้นเราได้ ทเวนจัง จิเก หรือซุปเต้าเจี้ยว เป็นเครื่องบรรณาการ)

หลังจากเธอสั่งอาหารเรียบร้อย ไม่นาน

ยำถั่วงอกหัวโตชามเท่าอ่าง ซุปเต้าเจี้ยวในหม้อหิน ไข่ตุ๋นแบบเกาหลีที่บวกอยู่ในเซ็ตแล้ว

พริกชี้ฟ้าเขียว และเครื่องเคียงก็ถูกวางลงบนโต๊ะ ตามลำดับ

ปิดท้ายด้วย พระเอกของมื้อนี้...

ไส้ และหนังหมู

 

อึ้งแรกของฉัน ...นี่มันไส้สัตว์ประเภทไหนกันเนี่ย

ไส้อะไรทำไมมันบานๆ ใหญ่ ลำไส้ใหญ่ก็ไม่น่าจะใหญ่ขนาดนี้

อึ้งที่สอง ...ขณะย่างไฟร้อนๆ นั้น เจ้าชิ้นส่วนที่พนักงานตัดให้พอดีคำ

ก็กระโดดกระเด้งขึ้นมาตรงหน้า!

ฉันตกใจเด้งตาม แต่เพื่อนฉัน...เธอนั่งนิ่ง

“มันเป็นแบบนี้แหละแก ต้องเอาผักปิดๆ ไว้ มันจะได้ไม่เด้ง”

เธอบอกขณะที่ปากกำลังเคี้ยวไส้ย่างอย่างเอร็ดอร่อย

ไม่นานนัก ฉันก็ลืมไส้ย่างแบบบ้านเราไป

และกินมันอย่างเมามัน

 

จนวันนี้ฉันก็ยังไม่ได้ถามเพื่อนไปว่า

ตกลงไอ้ไส้ที่พาฉันไปกินน่ะ มันไส้ของสัตว์ประเภทไหนกัน

 

หลังอิ่มหนำกับไส้ และหนังหมูย่างแล้ว

เธอบอกกับฉันว่า ชอบมากินไส้ย่างที่ร้านนี้บ่อยๆ สมัยเรียน

ตอนนี้กำลังทำวิทยานิพนธ์ เลยไม่ได้มาแถวมหาลัยบ่อยนัก

อีกอย่างแฟนของเธอ ซึ่งเป็นคนเกาหลี ก็ไม่ชอบกินเมนูนี้ด้วย

                     เอ๊ะ! หรือว่าเพื่อนกินไส้ย่างที่นี่ มันจะหายาก